โรงเรียนชื่อดังจีนรื้อเก้าอีโรงอาหารออก หวังมีเวลาเรียนเพิ่มขึ้น

โรงเรียนชื่อดังจีนรื้อเก้าอีโรงอาหารออก หวังมีเวลาเรียนเพิ่มขึ้น

โรงเรียนชื่อดังจีนรื้อเก้าอีโรงอาหารออก หวังมีเวลาเรียนเพิ่มขึ้น

โรงเรียนชื่อดังจีนรื้อเก้าอีโรงอาหารออก หวังมีเวลาเรียนเพิ่มขึ้น

            เว็บไซต์ข่าวอีซีเอ็นเอสประจำประเทศจีนเผยว่า มีโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งใน อ.ซุยเชี่ยน มณฑลเหอหนาน ซึ่งกำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในสื่อสังคมออนไลน์อยู่ในขณะนี้ หลังจากมทางโรงเรียนออกนโยบายห้ามไม่ให้มีโต้ะในโรงอาหาร เพื่อให้นักเรียนทานข้าวเร็วขึ้น จะได้มีเวลาเรียนเพิ่มมากขึ้น

บุคลากรที่ออกนโยบายของโรงเรียนเผยว่า เห็นแนวคิดนี้มาจากโรงเรียนแห่งอื่น ๆ จึงได้นำมาใช้บ้าง เนื่องจากมีความต้องการให้นักเรียนใช้เวลารับประทานข้าวให้น้อยลง จะได้มีเวลาไปกับการศึกษาเล่าเรียนมากขึ้น นักเรียกคนหนึ่งเผยว่าเดี๋ยวนี้ใช้ทานข้าวเวลาแค่ 10 นาทีเท่านั้น จกเดิมอยู่ที่ 20 นาที

นโยบายดังกล่าวไม่ส่งผลดีนัก

ผู้อำนวยการศูนย์ทางเดินอาหารประจำโรงพยาบาลกลางเมืองเชียงหยาง ในมณฑลหูเป่ย เผยว่า คนเราควรรับประทานอาหารอย่างช้า ๆ เนื่องจากการเคี้ยวอาหารไม่นานเพียงพอจะส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร อีกทั้งยังทำให้เกิดโรคเรื้อรังหากยังทำเช่นนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

สำหรับโรงเรียนมัธยมปลายซุยเชี่ยนแห่งนี้ ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1940 ถือเป็นสถานศึกษาที่สำคัญ ซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากจากการผลิตนักเรียนคุณภาพจำนวนมาก ที่ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ติดอันดับดี ๆ ในภาคตะวันออกของมณฑลเหอหนานได้

จีนเป็นประเทศที่ยึดติดกับผลการสอบอย่างมาก

เลนอรา ชู เจ้าของผลงานหนังสือชือ “An American Boy, a Chinese School, and the Global Race to Achieve” กล่าวว่า ไม่รู้สึกแปลกใจสักนิดเดียวต่อนโยบายนี้ เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาผูกติดกับเรื่องของผลการสอบมาก จึงมองว่าการใช้เวลาไปกับการทานอาหารกลางวัน หรือเล่น เป็นสิ่งที่รบกวนสมาธิ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นนโยบายที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะเด็กจะเรียนได้ดีกว่าเมื่อมีเวลาพัก และได้คุยเล่นกับเพื่อนบ้าง

ห้ามแม่แต่กระทั่งการพูดคุยกันในระหว่างพักกลางวัน

เลนอรา ชู เผยว่า ตนเองเป็นชาวอเมริกันที่ต้องส่งลูกไปเรียนในจีน ซึ่งสิ่งที่ยากคือต้องไปพูดทำความเข้าใจกับครูในเรื่องนี้ เนื่องจากโรงเรียนไม่อห้ามแม้กระทั่งการให้เด็กคุยกันในระหว่างพัก ทั้งที่ในความจริงแล้ว ช่วงเวลานี้ ถือเป็นช่วงที่เด็กจะได้คุยเล่นกัน อีกทั้งยังได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย ซึ่งทางครูคนจีนจะบอกว่าการพูดคุยกันในขณะพักกลางวันจะทำให้เรียนไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ และจะสำลักอาหารได้ง่าย เธอบอกว่า ข้อมูลเหล่านี้ นับเป็นเรื่องความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม แต่ทว่า ครั้งนี้ เป็นการดำเนินนโยบายที่ล้ำเส้นมากไป